ในรูปนี้มอมแมมกำลังพุ่งขึ้นรับลูกบอลกลางอากาศ เห็นพลังและความสนุกเต็มที่
หลายคนอาจคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้คือช่วงเล่น ไม่ใช่ช่วงเรียน แต่จริง ๆ แล้วอารมณ์ที่กำลังพุ่งขึ้นแบบนี้แหละ คือกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ ถ้าเราใช้มันเป็น
วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ของหมากับการเรียนรู้ เพราะมันเป็นเรื่องที่คนเข้าใจถูกครึ่งเดียวกันเยอะมาก
ความสนุกช่วยให้หมาเรียนรู้ได้ดีขึ้นจริง
เวลาหมาอยู่ในภาวะเฉื่อย ไม่อิน ไม่มีอารมณ์ร่วม สมองมันก็ไม่ค่อยเปิดรับอะไร เหมือนคนที่ง่วงนอนแล้วมีคนมาสอนอะไรสักอย่าง ฟังไปงั้น ไม่เข้าหัว
พอเราดึงอารมณ์หมาขึ้นมาด้วยความสนุก เช่นการเล่น การวิ่ง การไล่บอล สมองมันจะตื่นตัว มีสมาธิ มีแรงจูงใจ และพร้อมจะรับสิ่งใหม่มากขึ้น
ตรงนี้ที่ครูหลายคนพูดว่า เล่นไปฝึกไป ได้ผลดี เพราะความสนุกมันปลุกสมองหมาให้พร้อมเรียน
แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่ ยิ่งสนุกยิ่งดี
จุดที่คนเข้าใจผิด ยิ่งดึงอารมณ์ขึ้น ไม่ได้ยิ่งดีเสมอไป
ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับการเรียนรู้ ไม่ใช่เส้นตรงที่พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ
มันเป็นเส้นโค้งรูปตัวยูคว่ำ คือค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่ออารมณ์สูงขึ้น จนถึงจุดที่ดีที่สุดตรงกลาง แล้วถ้าเลยจุดนั้นไป การเรียนรู้จะเริ่มแย่ลง
หลักการนี้มีมาตั้งแต่ปี 1908 เรียกว่ากฎ Yerkes-Dodson ซึ่งผ่านการทดสอบซ้ำมากว่าร้อยปีจนถึงงานวิจัยด้านประสาทวิทยาสมัยใหม่
พูดง่าย ๆ คือ
- อารมณ์ต่ำเกินไป หมาเฉื่อย เบื่อ ไม่สนใจ เรียนไม่เข้า
- อารมณ์สูงเกินไป หมาตื่นเต้นจนล้น เรียนไม่เข้าเหมือนกัน
- อารมณ์กลาง ๆ กำลังพอดี สมองเปิดรับได้ดีที่สุด
เกิดอะไรขึ้นเมื่ออารมณ์หมาพุ่งเกินไป
จุดนี้สำคัญ และเป็นสิ่งที่ทำให้บทความนี้ไม่ใช่แค่ ปลุกหมาให้สนุกเข้าไว้
เมื่ออารมณ์หมาพุ่งสูงเกินจุดพอดี โฟกัสทั้งหมดของมันจะไปจมอยู่กับความสนุกตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นลูกบอล การวิ่ง หรือการไล่จับ
พอสมองถูกความตื่นเต้นกลืนไปหมด มันก็ไม่เหลือพื้นที่ให้คิด ให้จำ หรือให้ตัดสินใจเรื่องที่เรากำลังพยายามสอน
หมาอยู่ตรงนั้นก็จริง ตัวมันขยับก็จริง แต่บทเรียนไม่เข้าเลย เพราะทั้งหัวมีแต่ความสนุก ไม่มีที่ว่างให้การเรียนรู้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหมาที่ตื่นเต้นเกินไป ถึงเหมือนหูดับ เรียกไม่ได้ยิน สอนอะไรก็ไม่รับ ไม่ใช่เพราะมันดื้อ แต่เพราะสมองมันเต็มไปแล้ว
ยิ่งบทเรียนยาก ยิ่งต้องคุมอารมณ์ให้ต่ำลง
มีอีกชั้นหนึ่งที่ละเอียดกว่านั้น
จุดอารมณ์ที่พอดี ไม่ได้อยู่ที่เดียวตายตัว แต่ขยับตามความยากของสิ่งที่เราสอน
งานที่ง่ายหรือหมาทำจนคล่องแล้ว เช่นการวิ่งไปคาบบอล ใช้อารมณ์สูงได้สบาย ยิ่งมันส์ยิ่งดี
แต่งานที่ยากและต้องใช้ความคิด เช่นการเลือกตัดสินใจเอง การควบคุมตัวเอง การเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ ต้องการอารมณ์ที่ต่ำและนิ่งกว่า เพราะมันต้องการสมองส่วนที่ใช้คิด ซึ่งจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อหมาไม่ได้ตื่นเต้นจนล้น
เพราะฉะนั้นการสอนเรื่องยากตอนที่หมากำลังคลั่งบอลอยู่ จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะหมาไม่เก่ง แต่เพราะเราเลือกจังหวะผิด
หัวใจอยู่ที่เจ้าของต้องสังเกตจังหวะเป็น
เพราะฉะนั้นการฝึกที่ดี จึงไม่ใช่การปลุกหมาให้สนุกอย่างเดียว และไม่ใช่การกดให้หมานิ่งอย่างเดียว
แต่คือการอ่านให้ออกว่าตอนนี้หมาอยู่ตรงไหนของเส้นโค้ง แล้วปรับให้เข้ากับสิ่งที่กำลังจะสอน
- ถ้าหมาเฉื่อยเกินไป เราปลุกมันขึ้นมาด้วยการเล่น
- ถ้าหมาพุ่งเกินไป เราช่วยพามันลงมาให้นิ่งก่อน
- ถ้าจะสอนเรื่องยาก เราเลือกจังหวะที่หมาตื่นตัวแต่ยังคุมตัวเองได้
ทักษะการอ่านอารมณ์หมาแบบนี้ ไม่ได้มาจากพรสวรรค์ แต่มาจากการสังเกตบ่อย ๆ จนเริ่มเห็นสัญญาณเล็ก ๆ เช่นจังหวะหายใจ ท่าทาง ความเร็วในการตอบสนอง แล้วรู้ว่าเมื่อไหร่ควรดึงขึ้น เมื่อไหร่ควรพาลง
นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากให้เจ้าของทุกคนค่อย ๆ เก็บให้เป็น เพราะมันเปลี่ยนการฝึกจากการทำตามขั้นตอน ไปเป็นการเข้าใจหมาตรงหน้าจริง ๆ
สรุป อ่านจังหวะอารมณ์เป็น คือหัวใจของการฝึกสุนัข
ความสนุกคือเครื่องมือที่ทรงพลังในการสอนหมา แต่มันเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ให้พอดี
ต่ำไปหมาไม่อิน สูงไปหมาล้น จุดที่ดีที่สุดอยู่ตรงกลาง และขยับได้ตามความยากของบทเรียน
หมาเก่งหรือไม่ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวหมา แต่อีกส่วนที่ใหญ่ไม่แพ้กัน อยู่ที่เจ้าของอ่านจังหวะเป็นแค่ไหน
และนั่นคือสิ่งที่ฝึกกันได้ ทั้งคนและหมา
หมาสนุก · ฝึกหมาสไตล์เล่นไปฝึกไป ไม่ดุ ไม่บังคับ